Phanit & Asadwut The wedding
เอางานแต่งงานคุณผาณิต+คุณอัษฎาวุธ เหลืองสุนทร ที่เปิ้ลเพิ่งจัดมาฝากค่ะ
หายต๋อมๆๆๆไปเลย ตอนนี้เปิ้ลก็พยายามจะกลับอัพไดต่อแล้ว ที่ผ่านมาก็มัวแต่ไปจัดงานให้สาวๆกับเลี้ยงลูกนี่แหละค่ะ หยุดงานไปปีหนึ่ง เลยต้องเคาะสนิมกันหน่อย พอเริ่มมาจัดก็เกิดอาการ อยากทำให้ Perfect ซะทุกกระเบียดนิ้วอีกเช่นเคย ก็เลยเหนื่อยหน่อยเป็นธรรมดาค่ะ
มาค่ะมา..มาอ่านไดกันดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่าบางสิ่งอย่าง เราก็ขอแค่เพียงหนึ่งเดียวในชีวิตนี้ค่ะ 
Once in A Life Time
ปีใหม่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากคุณผาณิต-เจ้าสาว โทรมาทักทายสวัสดีปีใหม่กัน หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ คุณผาณิตก็หยอดคำถามเกริ่นมาว่า "คุณเปิ้ลยังรับจัดงานอยู่หรือเปล่าคะ"
"อ๋อ..ตอนนี้ยังไม่รับค่ะ เพิ่งคลอดน้องเบบี๊ได้ไม่ถึงสองเดือนเลย ยังไม่รับทำค่ะ"
"จริงหรือคะ ทำยังไงดี นี่ผาณิตจะแต่งเองนะ" ..

คุณวุธเองมาเป็นพิธีกรงานแต่งงานที่ดิฉันจัดหลายครั้งอยู่ คุณผาณิตจึงมีโอกาสเห็นผลงานของดิฉันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเจ้าสาวมักจะบอกเราว่า "เห็นงานมาเยอะแล้ว งานคุณเปิ้ลจัดนี่สวยมากจริงๆ" พอถึงคราวจะแต่งซะเอง แถมได้ฤกษ์มาแบบไม่ให้ตั้งตัว เลยอยากให้ดิฉันช่วยจัดงานให้จริงๆ คู่บ่าวสาวเอ่ยปากขนาดนี้แล้วดิฉันจะปฏิเสธได้อย่างไรค่ะ
หลังจากรับทราบจำนวนแขกและความต้องการของคู่บ่าวสาวอย่างคร่าวๆ ดิฉันจึงจัดแจงจัดการให้หมด ตั้งแต่ หาโรงแรม เลือกรายการอาหาร จองช่างภาพ วางรูปแบบงาน ทำซะครบทุกอย่าง โดยคุณวุธขอทำเองอยู่สองอย่าง คือ ออกแบบการ์ดเชิญและทำของชำร่วยเอง นอกนั้นยกหน้าที่ให้ Wedding Planner ทั้งหมดค่ะ
หลังจากคุยโทรศัพท์ตกลงกันเรื่องโรงแรมเป็นที่เรียบร้อย เราจึงนัดเจอกันเพื่อคุยรายละเอียดเรื่องการจัดงานกันเป็นครั้งแรก.. และเป็นครั้งเดียวซะด้วยค่ะ

คุณผาณิตขอมาแค่หนึ่งอย่าง คือ อยากได้งานสีแดงเลือดหมูเข้มๆปนอยู่กับดอกไม้สีอ่อนๆ ส่วนคุณวุธขอพยักหน้าอย่างเดียว ถามอะไรก็บอกว่า "ตามใจเจ้าสาว" พอหันไปทางเจ้าสาว ก็บอกว่า "ตามใจคุณเปิ้ล.. เอาเต็มที่เลย ที่คุณเปิ้ลคิดว่าสวยก็เอาเลยค่ะ" หน้าที่เลยมาตกหนักอยู่ที่ดิฉันซิค่ะ..งานนี้

คงเป็นที่ทราบกันดีว่า คุณวุธเองมีความสามารถทางด้านศิลปะอยู่ไม่น้อย ออกแนวติสต์ๆหน่อย ส่วนคุณผาณิตเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงหวาน ใครได้มีโอกาสรู้จักเธอต้องบอกว่าเธอเป็นผู้หญิงมั่นใจที่ออกจะมีบุคคลิกห้าวๆด้วยซ้ำไป ต้องบอกว่าเจ้าสาวเป็นผู้หญิงเท่ห์ๆ ที่พอได้รู้จักก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมัดใจพระเอกคนนี้มาได้ยาวนานถึง 17 ปี ดิฉันจึงอยากให้งานออกมาดูนิ่งๆขรึมๆเพราะรักของเค้าทั้งคู่ไม่ใช่รักที่หวือหวา แต่เป็นความรักที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านฝนผ่านพายุมาอย่างยาวนาน รักในวันนี้จึงเป็นรักที่มั่นคง หนักแน่น และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ดิฉันเตรียมงาน ดิฉันได้คุยโทรศัพท์กับเจ้าสาวอยู่ไม่กี่ครั้ง เราก็พยายามถามความเห็นว่า อยากได้นั่นมั๊ย จะออกแบบเป็นแบบนี้ชอบมั๊ย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธที่จะตอบคำถามจากเจ้าสาวมาโดยตลอด คุณผาณิตเอาแต่ย้ำว่า "ผาณิตเชื่อมือ คุณเปิ้ลทำไปเลยค่ะ ที่คุณเปิ้ลมั่นใจว่าสวยก็ทำไปเลย ผาณิตกับวุธขอไปดูวันงานเลยแล้วกัน ขอไปตะลึงวันงานทีเดียวเลยดีกว่า" แถมยังบอกว่า ไม่อยากฟังด้วยว่าดิฉันออกแบบงานคอนเซ็ปต์เป็นอย่างไร ขอไปเห็นและตื่นเต้นวันงานพร้อมกับแขกแล้วกัน

เมื่อเป็นอย่างนี้ ดิฉันจึงออกแบบงานทั้งหมดเอง โดยอิงจากบุคคลิกและทัศนคติต่อความรักของทั้งคู่ อยากให้ออกมานิ่งๆ ขรึมปนหวาน โรแมนติคแบบไม่หวือหวา ดิฉันไม่ได้อยากจัดงาน อลังการ ทุ่มดอกไม้สุดตัว หรือเอฟเฟ็กตระการตา แต่อยากให้งานสะท้อนความรักที่มั่นคง ยืนนาน และความรักที่รักด้วยใจ ไม่ใช่รักที่เปลือกนอก งานจึงออกมาเป็นสวนในฤดูหนาว ที่มีดอกไม้สีชมพูจืดๆปูพื้น ให้ดอกกุหลาบสีแดงเข้มๆดูโดดเด่น ผู้ชายคงจะโดดเด่นและก้าวหน้าไม่ได้ ถ้าไม่มีผู้หญิงเป็นหลักที่มั่นคง น้อยคนนักจะสังเกตเห็น

ดิฉันปูเวทีด้วยผืนหญ้า วางโคมไฟไว้เรียงรายขนาบทางกลีบกุลาบปนกับกล้วยไม้หลากสี เปรียบเสมือนเส้นทางความรักที่ทั้งคู่เดินทางด้วยกันมานานนับปี กลีบดอกไม้ต่างๆแทนสารพัดความรู้สึกและอารมณ์ ความสุขและความทุกข์ที่ฝ่าฟันมาด้วยกัน คุณวุธออกแบบการ์ดแต่งงาน เป็นรูปทั้งคู่อยู่ในบอลลูน ซึ่งมีดวงตานำทางในการเดินทางตลอดเวลาที่ผ่านมา ดิฉันจึงใช้โคมไฟสีแดงเปรียบเหมือนแสงสว่างที่ส่องทางให้ทั้งคู่เดินด้วยกันมาได้อย่างมีสติจนถึงวันนี้

และจงใจที่จะใช้ดอกไม้ประดับเค้กแต่งงานเป็นสีขาวล้วนๆ เพราะแท้ที่จริงแล้ว ในแก่นแท้ของความรัก คนเราไม่ได้ต้องการความหวือหวา ความตื่นเต้น ความเร้าใจ สิ่งที่เราทุกคนต่างแสวงหา คือ ความมั่นคง ความเสมอต้นเสมอปลาย รักที่บริสุทธิ์ไม่หวังสิ่งตอบแทนต่างหาก ที่จะทำให้บั้นปลายชีวิตคนเรามีคามสุขอย่างแท้จริง และดิฉันเชื่อว่า ทั้งคู่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วในสิ่งนี้

ทั้งคู่ออกตัวกับดิฉันว่าเจ้าบ่าวไม่ใช่พระเอกดังและอยู่ในวงการมานานแล้ว นักข่าวคงมาทำข่าวไม่เท่าไหร่ ผู้ใหญ่ในวงการและเพื่อนฝูงดาราก็คงมาไม่มาก เพราะมักจะติดคิวละคร คิวงานกันซะเป็นส่วนใหญ่ โชคดีที่ดิฉันไม่วางใจ และดิฉันเองก็อยากให้ทั้งคู่ได้มีความเป็นส่วนตัวในการเก็บภาพนิ่งกับครอบครัวด้วย จึงขอวางลำดับงานโดยให้เริ่มให้สัมภาษณ์นักข่าวตอนบ่ายสามโมงครึ่ง และเชิญนักข่าวเข้าเก็บภาพคู่และภาพบรรยากาศของภายในห้องบอลรูม

และอย่างที่บอกค่ะ ว่าเจ้าบ่าวอยู่ในวงการมานาน ส่วนเจ้าสาวก็ผันตัวจากแฟนสาวมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้คุณวุธมานานเป็นสิบปีแล้ว ดังนั้นทั้งคู่จึงคุ้นเคยกับคนในวงการและนักข่าวเป็นอย่างดี คู่บ่าวสาวบอกกับดิฉันว่า ใจจริงอยากเชิญพี่ๆนักข่าวมาเป็นแขกด้วย ไม่ใช่เชิญมาทำข่าวอย่างเดียว และก็ยินดีจะให้เก็บภาพในงานไปอย่างเต็มที่ ดิฉันจึงจัดให้มีการเลี้ยงอาหารด้วยที่ห้องอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นเมื่อนักข่าวเก็บภาพทั้งคู่อย่างจุใจแล้ว เราก็เชิญนักข่าวไปที่ห้องจัดเลี้ยงที่จัดเตรียมไว้ จากนั้นดิฉันก็ปิดประตูห้องบอลรูม ให้ทั้งคู่ได้ถ่ายภาพเป็นการส่วนตัวกับครอบครัว คู่บ่าวสาวจึงได้ภาพคู่งามๆนับร้อย และต้องขอขอบคุณคุณวุธกับคุณผาณิตด้วยที่อนุญาติให้ดิฉันเอาภาพเหล่านี้มาแบ่งให้แฟนเวบได้ชม..มาแบ่งปันความหวานกันค่ะ

แล้วงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น กองทัพนักข่าวนับร้อย และแขกเริ่มทยอยเดินทางมาถึง รวมทั้งแฟนคลับที่เจ้าตัวยืนยันว่า"ไม่มี" พากันมาแสดงคามยินดีและมอบของขวัญกันอย่างหนาตา เวลาค่อยๆผ่านไป เพื่อนๆนักแสดง และผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการพากันเดินทางมาอย่างคับคั่ง จากที่ทั้งคู่กะจำนวนแขกไว้ประมาณหกร้อยคน นับไปนับมาแขกร่วมงานกลายเป็นหลักพัน ทำเอาทั้งคู่ออกจะปลาบปลื้ม ที่ขนาดผู้อาวุโสในวงการอย่าง คุณไพรัช สังวรบุตร และ คุณฉลอง ภักดีวิจิตร ที่ปกติไม่ค่อยออกงาน ยังให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีอีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีแขกผู้ใหญ่ของทางครอบครัวเจ้าสาวที่ให้เกียรติมาร่วมงานมากมายเช่นกัน

ทุกคนที่มาเป็นสักขีพยานรักให้กับคุณวุธและคุณผาณิต ต่างพากันประทับใจกับคำพูดของทั้งคู่ที่กล่าวถึงกันและกันบนเวที คุณวุธว่า "เป็นพระเอกก็ใช่ว่าสบายเสมอไป ก็มีบ้างที่ลำบาก แต่ถึงจะลำบากขนาดไหน ผาณิตก็อยู่เคียงข้างเราเสมอ.." ส่วนเจ้าสาวก็เอ่ยปากขอบคุณเจ้าบ่าวว่า "ผาณิตก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่ไม่เคยนึกว่าจะได้มีแฟนเป็นพระเอกดัง แต่วุธก็รับได้ที่ผาณิตเป็นผาณิต ไม่เคยขอให้ผาณิตเป็นใคร.." พูดจบทั้งคู่ก็กอดกันแน่น เหมือนกับขอบคุณที่ต่างก็ดูแลกันและกันมานาน 17 ปี มันเป็นความรู้สึกแท้จริงที่ทุกคนสัมผัสได้ สาวๆพาแอบกันน้ำตาซึม แถมเจ้าบ่าวยังมีเซอร์ไพรส์เป็น Presentation สั้นๆง่ายๆที่คุณวุธทำเอง โดยรวบรวมภาพตั้งแต่ทั้งคู่เริ่มรู้จักกันที่จุฬาฯ และท่องเที่ยวด้วยกันเรื่อยมาจนถึงวันนี้ เจ้าสาวแอบเล่าให้ฟังว่า เมื่อเช้าก่อนมาโรงแรมคุณวุธยังนั่งสุ่มอยู่ที่เครื่องคอมฯอยู่เลย ไม่ยอมออกจากบ้านซะที ที่แท้ก็มัวแต่ตัด Presentaion นั่นเอง เพราะช่วงที่ผ่านมาเอาแต่ถ่ายละครหาเงินมาแต่งงานอยู่ค่ะ คุณวุธแอบบอก

แล้วแขกก็ต้องน้ำตาไหลอีกครั้ง เพราะพิธีกรในวันนี้ คุณเอ๊าะ กับ เสนาลิง พลัดกันปล่อยมุขแกล้งคู่บ่าวสาว จนดิฉันเกือบส่งถาดให้คนละอัน เพราะหากคุณวุธกับคุณผาณิตไม่ได้ใส่ชุดแต่งงาน ต้องนึกว่าอยู่กลางคาเฟ่แน่ๆ แล้วยังแถมท้ายด้วย คุณได๋ ที่ลากเอาเพื่อนรักเจ้าสาวที่ได้รับส่งต่อ "ช่อบูเก้เจ้าสาว" ขึ้นมาสัมภาษณ์ปนกลั่นแกล้งอย่างสนุกสนานบนเวที ทำเอาเจ้าสาวต้องลงมาขอโทษขอโพยเพื่อนรักเป็นการใหญ่

แล้วงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความรัก และความสนุกสนาน ก็จบลงซะดึกเลยค่ะ เพราะแขกไม่ยอมกลับ แถมยังทยอยเดินทางมากันอีก ทั้งๆที่งานเลิกแล้ว
งานวันนี้อบอุ่น ประทับใจสมกับที่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต Once in A Life Time ของชายหญิงคู่นี้ ...แล้วคุณล่ะค่ะ เคยคิดมั๊ยว่าเราจะตกหลุมรัก(แบบแท้ๆ)ได้สักกี่ครั้งในชีวิต


ตอนที่จัดงานเสร็จ กำลังตรวจความเรียบร้อยของงานทั้งหมด ในห้องบอลรูมมีเพียงเปิ้ลกับทีมงานสองสามคน ทุกอย่างดูลงตัว ..ขรึมๆนิ่งๆ..โรแมนติคมากๆ แล้วจู่ๆเพลงๆนี้ก็ดังขึ้น เพลง ทะเลสีดำ ของลุลา (เป็นเพลงหนึ่งในซีดีที่คุณวุธเอามาให้เปิด) ตอนนั้นพอฟังเพลงนี้ อยู่ๆก็น้ำตาคลอ.. คงเพราะเนื้อหาของเพลง กับอารมณ์ของงานทั้งหมด รู้สึกเลยว่า 17 ปี ที่ผ่านมาของคนคู่นี้ เค้าผ่านอะไรมาเยอะ และในช่วงเวลาที่ลำบาก เค้าไม่เคยทิ้งกันค่ะ..


...........................
|